หลักที่สอง การรู้จักอิสลามด้วยหลักฐาน

img

Marqoom

分类 :

语言 : Thai

浏览 : 208

添加到收藏 : 0

อิสลาม คือ การนอบน้อมต่ออัลลอฮฺและยอมรับในเอกภาพของพระองค์ ยินยอมต่อพระองค์ด้วยการเคารพเชื่อฟัง และการไม่ยอมต่อการตั้งภาคีและคู่เคียงต่างๆ 
ซึ่งมีสามอันดับคือ
ก.  อัล-อิสลาม  
ข.  อัล-อีมาน   
ค.  อัล-อิหฺสาน 

อันดับที่ 1 อัล-อิสลาม
หลักของอิสลามมีห้าประการ
การปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเป็นเราะสูลของอัลลอฮฺ
การดำรงนมาซ
การจ่ายซะกาต
การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน
การบำเพ็ญหัจญ์ ณ นครมักกะฮฺ
หลักฐานในคำปฏิญาณ “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ”  คือ ดำรัสพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ شَهِدَ ٱللَّهُ أَنَّهُۥ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ وَأُوْلُواْ ٱلۡعِلۡمِ قَآئِمَۢا بِٱلۡقِسۡطِۚ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡحَكِيمُ ١٨ ﴾ [آل عمران: ١٨]  
ความว่า “อัลลอฮฺทรงเป็นพยานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่แท้จริงนอกจากพระองค์ อีกทั้งมลาอิกะฮฺและปวงผู้มีความรู้(ก็ล้วนเป็นพยานเช่นเดียวกัน) โดยพระองค์ได้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่แท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (อาล อิมรอน 3:18)
ความหมายของข้อนี้ คือ ไม่มีผู้ใดมีสิทธิที่จะได้รับการเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว 
คำว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด” เป็นการปฏิเสธทั้งหลายทั้งปวงว่าจะให้การเคารพภักดีแก่ผู้ใดไม่ได้นอกจากแก่อัลลอฮฺเท่านั้น 
คำว่า “นอกจากอัลลอฮฺ” เป็นการยืนยันว่าการเคารพภักดีมีเพื่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ ไม่มีการตั้งภาคีใดๆ ในการเคารพภักดีต่อพระองค์ ดังที่ไม่มีผู้ใดเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ในการปกครองของพระองค์
พระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งต่อไปนี้สามารถอธิบายอายะฮฺข้างต้นได้กระจ่างชัด 
พระองค์ได้ตรัสว่า 
﴿ وَإِذۡ قَالَ إِبۡرَٰهِيمُ لِأَبِيهِ وَقَوۡمِهِۦٓ إِنَّنِي بَرَآءٞ مِّمَّا تَعۡبُدُونَ ٢٦ إِلَّا ٱلَّذِي فَطَرَنِي فَإِنَّهُۥ سَيَهۡدِينِ ٢٧ وَجَعَلَهَا كَلِمَةَۢ بَاقِيَةٗ فِي عَقِبِهِۦ لَعَلَّهُمۡ يَرۡجِعُونَ ٢٨ ﴾ [الزخرف: ٢٦-٢٨]  
ความว่า “และเมื่ออิบรอฮีมได้กล่าวแก่บิดาของเขาและหมู่ชนของเขาว่า แท้จริงฉันไม่ขอเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านเคารพภักดี นอกจากกับ(อัลลอฮฺ)ผู้ได้ทรงบังเกิดฉัน เพราะพระองค์จะทรงนำทางฉัน และอิบรอฮีมได้ทำให้คำกล่าวนี้อยู่ยืนยงในหมู่ลูกหลานรุ่นต่อๆไปของเขา เพื่อพวกเขาจะได้หวนคืนสู่มัน” (อัซ-ซุครุฟ 43:26-28)

พระองค์ยังได้ตรัสอีกว่า
﴿ قُلۡ يَٰٓأَهۡلَ ٱلۡكِتَٰبِ تَعَالَوۡاْ إِلَىٰ كَلِمَةٖ سَوَآءِۢ بَيۡنَنَا وَبَيۡنَكُمۡ أَلَّا نَعۡبُدَ إِلَّا ٱللَّهَ وَلَا نُشۡرِكَ بِهِۦ شَيۡ‍ٔٗا وَلَا يَتَّخِذَ بَعۡضُنَا بَعۡضًا أَرۡبَابٗا مِّن دُونِ ٱللَّهِۚ فَإِن تَوَلَّوۡاْ فَقُولُواْ ٱشۡهَدُواْ بِأَنَّا مُسۡلِمُونَ ٦٤ ﴾ [آل عمران: ٦٤]  
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) โอ้ ชนแห่งคัมภีร์ทั้งหลาย! จงมายังถ้อยคำที่เสมอกันระหว่างพวกเราและพวกท่าน (นั่นคือการยอมรับว่า) เราจะไม่เคารพภักดีผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ และเราจะไม่ตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และบางคนในพวกเราจะไม่ยึดเอาบางคนเป็นผู้บริบาลนอกจากอัลลอฮฺ แต่ถ้าพวกเขาหันกลับ ดังนั้น พวกท่านจงกล่าวเถิดว่า ดังนั้น จงเป็นพยานด้วยว่าเราเป็นมุสลิมผู้มอบตนต่ออัลลอฮฺแล้ว” (อาล อิมรอน 3:64)
หลักฐานในการปฏิญาณว่า “มุหัมมัดเป็นเราะสูลของอัลลอฮฺ” คือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ لَقَدۡ جَآءَكُمۡ رَسُولٞ مِّنۡ أَنفُسِكُمۡ عَزِيزٌ عَلَيۡهِ مَا عَنِتُّمۡ حَرِيصٌ عَلَيۡكُم بِٱلۡمُؤۡمِنِينَ رَءُوفٞ رَّحِيمٞ  ١٢٨ ﴾ [التوبة : 128]
ความว่า “โดยแน่นอนยิ่ง ได้มีมายังสูเจ้าแล้ว ซึ่งเราะสูล(ศาสนทูต)คนหนึ่ง จากหมู่พวกเจ้าเอง เป็นที่กังวลแก่เขา(ในเรื่อง)ที่ให้ทุกข์แก่สูเจ้า เป็นผู้ที่หวังดีต่อสูเจ้า แก่ผู้ศรัทธานั้นเขาเป็นผู้เอ็นดูผู้เมตตายิ่งเสมอ" (อัต-เตาบะฮฺ 9:128) 
ความหมายของการปฏิญาณว่า “มุหัมมัดเป็นเราะสูลของอัลลอฮฺ” ก็คือ เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน เชื่อตามที่ท่านได้บอกกล่าว หลีกให้พ้นจากสิ่งที่ท่านสั่งห้ามและกล่าวเตือน และจะต้องไม่เคารพภักดีอัลลอฮฺนอกจากด้วยแนวทางที่ท่านได้วางไว้เท่านั้น
หลักฐานในการนมาซ (ละหมาด) การจ่ายซะกาต และการให้ความหมายเอกภาพของอัลลอฮฺ คือ พระดำรัสของพระองค์ผู้สูงส่งว่า
﴿ وَمَآ أُمِرُوٓاْ إِلَّا لِيَعۡبُدُواْ ٱللَّهَ مُخۡلِصِينَ لَهُ ٱلدِّينَ حُنَفَآءَ وَيُقِيمُواْ ٱلصَّلَوٰةَ وَيُؤۡتُواْ ٱلزَّكَوٰةَۚ وَذَٰلِكَ دِينُ ٱلۡقَيِّمَةِ ٥ ﴾ [البينة: ٥]  
ความว่า “และพวกเขามิได้ถูกบัญชาเป็นอย่างอื่น นอกจากให้เคารพภักดีอัลลอฮฺ เป็นผู้สุจริตมั่นในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้เที่ยงตรง และดำรงนมาซ และจ่ายซะกาต นั่นแหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม” (อัล-บัยยินะฮฺ 98:5)
หลักฐานในการถือศีลอด คือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ كُتِبَ عَلَيۡكُمُ ٱلصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ ١٨٣ ﴾ [البقرة: ١٨٣]  
ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! การศีลอดได้ถูกกำหนดสำหรับสูเจ้าเช่นที่ได้ถูกกำหนดสำหรับบรรดาคนก่อนหน้าสูเจ้า เพื่อสูเจ้าจะได้ยำเกรง” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:183) 

หลักฐานในการบำเพ็ญหัจญ์ คือพระดำรัสของพระองค์ผู้สูงส่งว่า
﴿ فِيهِ ءَايَٰتُۢ بَيِّنَٰتٞ مَّقَامُ إِبۡرَٰهِيمَۖ وَمَن دَخَلَهُۥ كَانَ ءَامِنٗاۗ وَلِلَّهِ عَلَى ٱلنَّاسِ حِجُّ ٱلۡبَيۡتِ مَنِ ٱسۡتَطَاعَ إِلَيۡهِ سَبِيلٗاۚ وَمَن كَفَرَ فَإِنَّ ٱللَّهَ غَنِيٌّ عَنِ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٩٧ ﴾ [آل عمران: ٩٧]  
ความว่า “และสำหรับอัลลอฮฺคือการทำหัจญ์ ณ บ้านแห่งนี้(หมายถึงนครมักกะฮฺ) เป็นหน้าที่ของผู้ที่สามารถหาทางไปถึงมันได้ และหากผู้ใดปฏิเสธ ดังนั้นแล้วอัลลอฮฺทรงร่ำรวยจากสรรพสิ่งทั้งหลาย(คือไม่จำเป็นต้องพึ่งพาต่อสิ่งใด)” (อาล อิมรอน 3:97) 



อันดับที่ 2 อัล-อีมาน
ความศรัทธามีมากกว่าเจ็ดสิบสาขา ที่เลิศที่สุดคือการกล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ” และที่ต่ำที่สุดคือการเอาสิ่งเป็นอันตรายออกจากหนทาง ความละอายจากการทำบาปก็เป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา
หลักการของศรัทธามีหกประการ คือท่านต้องศรัทธา
ต่ออัลลอฮฺ
ต่อมลาอิกะฮฺของพระองค์
ต่อพระคัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์
ต่อเราะสูล(ศาสนทูต)ทั้งหลายของพระองค์
ต่อวันสุดท้าย
ต่อกฎแห่งการกำหนดสภาวะทั้งที่ดีและร้าย
หลักฐานจากอัลกุรอานว่าด้วยหลักทั้งหกประการนี้ คือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ ۞لَّيۡسَ ٱلۡبِرَّ أَن تُوَلُّواْ وُجُوهَكُمۡ قِبَلَ ٱلۡمَشۡرِقِ وَٱلۡمَغۡرِبِ وَلَٰكِنَّ ٱلۡبِرَّ مَنۡ ءَامَنَ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةِ وَٱلۡكِتَٰبِ وَٱلنَّبِيِّ‍ۧنَ﴾ [البقرة: ١٧٧]  
ความว่า “ไม่ใช่(ประเด็นของ)คุณธรรมที่สูเจ้าหันหน้าของสูเจ้าทางไปตะวันออกหรือตะวันตก แต่ว่าคุณธรรมนั้น คือ ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ วันสุดท้าย มลาอิกะฮฺ คัมภีร์และบรรดานบี” (อัล-
บะเกาะเราะฮฺ 2:177)
หลักฐานในกฎแห่งการกำหนดสภาวะ คือพระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ إِنَّا كُلَّ شَيۡءٍ خَلَقۡنَٰهُ بِقَدَرٖ ٤٩ ﴾ [القمر: ٤٩]  
ความว่า “แท้จริง ทุกๆ สิ่งนั้น เราได้สร้างมันด้วยกฎสภาวะ” (อัล-เกาะมัรฺ 54:49)

อันดับที่ 3 คือ อัล-อิหฺสาน
อัล-อิหฺสาน มีเพียงประการเดียว นั่นคือ
«أَنْ تَعْبُدَ اللهَ كَأَنَّكَ تَرَاهُ، فَإِنْ لَّم تَكُنْ تَرَاهُ فَإِنَّهُ يَرَاكَ» [متفق عليه] 
ความว่า “ท่านต้องเคารพภักดีอัลลอฮฺประหนึ่งท่านเห็นพระองค์ ถ้าท่านไม่เห็นพระองค์ พระองค์ก็ทรงเห็นท่านอยู่ดี” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม) 
หลักฐานคือพระดำรัสของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ إِنَّ ٱللَّهَ مَعَ ٱلَّذِينَ ٱتَّقَواْ وَّٱلَّذِينَ هُم مُّحۡسِنُونَ ١٢٨ ﴾ [النحل: ١٢٨]  
ความว่า “แท้จริง อัลลอฮฺทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรง และบรรดาผู้มีอิหฺสาน(กระทำการดี)” (อัน-นะหฺลิ 16:128) 
และพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ وَتَوَكَّلۡ عَلَى ٱلۡعَزِيزِ ٱلرَّحِيمِ ٢١٧ ٱلَّذِي يَرَىٰكَ حِينَ تَقُومُ ٢١٨ وَتَقَلُّبَكَ فِي ٱلسَّٰجِدِينَ ٢١٩ إِنَّهُۥ هُوَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡعَلِيمُ ٢٢٠ ﴾ [الشعراء : ٢١٧- ٢٢٠]  
ความว่า “และจงมอบที่พึ่งยังพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ ผู้ทรงเห็นเจ้าระหว่างที่สูเจ้ายืนอยู่(ในการนมาซ) และการเคลื่อนไหวของเจ้าท่ามกลางปวงผู้กราบสุญูด แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้เสมอ” (อัช-ชุอะรออ์ 26:217-220) 
และพระดำรัสของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ وَمَا تَكُونُ فِي شَأۡنٖ وَمَا تَتۡلُواْ مِنۡهُ مِن قُرۡءَانٖ وَلَا تَعۡمَلُونَ مِنۡ عَمَلٍ إِلَّا كُنَّا عَلَيۡكُمۡ شُهُودًا إِذۡ تُفِيضُونَ فِيهِۚ ﴾ [يونس : ٦١]  
ความว่า “และไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกิจการใด และไม่ว่าเจ้าจะอ่านส่วนใดของอัลกุรอาน และไม่ว่าสูเจ้าทั้งหลายจะทำการใดๆ เราก็ได้เป็นพยานต่อสูเจ้า เมื่อสูเจ้าง่วนอยู่ใน(กิจการ)นั้น” (ยูนุส 10:61)
หลักฐานจากหะดีษคือเรื่องของท่านญิบรีลอันเป็นที่รู้กันแพร่หลาย ซึ่งท่านอุมัรฺ อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ ได้รายงานไว้ โดยกล่าวว่า “ครั้งหนึ่งขณะที่เรากำลังนั่งอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็มีชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาต่อหน้าพวกเรา เสื้อผ้าของเขาขาวมาก ผมของเขาดำขลับ ไม่มีร่องรอยของการเดินทางปรากฏให้เห็น และไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเรารู้จักเขาเลย เขานั่งลงตรงหน้าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม หัวเข่าทั้งสองของเขาทาบกับหัวเข่าของท่านนบี และวางมือทั้งสองของเขาบนขาทั้งสองของท่าน และเขาพูดว่า “โอ มุหัมมัด! จงบอกฉันเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม” ท่านนบีตอบว่า “คือการปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ ท่านต้องดำรงการนมาซ จ่ายซะกาต ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอน และบำเพ็ญหัจญ์ ณ อัล-บัยตฺ(มักกะฮฺ)ถ้ามีความสามารถหาหนทางไปถึงได้” เขา(ญิบรีล) พูดว่า “ท่านพูดจริงแล้ว” พวกเราพากันแปลกใจที่เขาถามท่าน(นบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม) และบอกว่าท่านพูดถูกแล้ว เขาถามต่อไปว่า “จงบอกฉันเกี่ยวกับอัล-อีมาน” ท่านนบีตอบว่า “คือท่านศรัทธาต่ออัลลอฮฺ มลาอิกะฮฺของพระองค์ คัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์ เราะสูลทั้งหลายของพระองค์ วันสุดท้ายและกฎแห่งการกำหนดสภาวะ ทั้งที่เป็นเรื่องดีและเรื่องเลวร้ายของมัน” เขาพูดต่อไปว่า “โปรดบอกฉันเกี่ยวกับเรื่องอัล-อิหฺสาน” ท่านนบีตอบว่า “คือท่านเคารพภักดีอัลลอฮฺประหนึ่งท่านเห็นพระองค์ แต่ถ้าท่านไม่เห็นพระองค์พระองค์ก็ทรงเห็นท่าน” เขาพูดอีกว่า “โปรดบอกฉันเกี่ยวกับอัส-สาอะฮฺ(วันแห่งโลกาวสาน)” ท่านนบีบอกว่า “ผู้ถูกถามไม่รู้ดีไปกว่าผู้ถาม” เขาพูดว่า “โปรดบอกฉันเกี่ยวกับเครื่องหมายต่างๆ ของมัน” ท่านนบีตอบว่า “คือการที่ทาสีจะคลอดลูกซึ่งเป็นนายของนาง และท่านจะเห็นคนเลี้ยงแกะที่อนาถาเดินเท้าเปล่าได้แข่งขันกันสร้างตึกสูงๆ” หลังจากชายแปลกหน้าคนนั้นจากไปแล้วหลายวัน ท่านนบีก็ถามฉันว่า “โอ้อุมัรฺ ท่านรู้ไหมผู้ที่มาถามนั้นเป็นใคร?” ฉันตอบว่า  “อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์รู้ดีกว่า” ท่านบอกว่า “นี่คือญิบรีล เขามาหาพวกท่านเพื่อสอนในกิจการศาสนาของพวกท่าน” (มุสลิม)