มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺและเพียงพอแล้วที่มีพระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้า พรสันติจงประสบแด่ปวงบ่าวของพระองค์ที่ได้ทรงคัดเลือก และข้าขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺพระองค์เดียวเท่านั้นโดยไม่มีการตั้งภาคีใดๆต่อพระองค์ และขอปฏิญาณตนว่ามุหัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์
แท้จริงแล้วอัลลอฮฺได้ทรงประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมาเพื่อให้เราใคร่ครวญและปฏิบัติตามคำสอนของอัลกุรอาน พระองค์ตรัสว่า
ความว่า “คัมภีร์ (อัลกุรอาน) เราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้าซึ่งมีความจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้พินิจพิจารณาโองการต่างๆ ของอัลกุรอานและเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ” (ศ็อด : 29)
พระองค์ทรงประทานอัลกุรอานให้เป็นดังโอสถรักษาโรค เป็นรัศมีและทางนำ อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
ความว่า “และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานลงมาซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา และมันมิได้เพิ่มอันใดแก่พวกอธรรม นอกจากการขาดทุนเท่านั้น (อัล-อิสรออ์ : 82)
พระองค์ตรัสอีกว่า
ความว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลกุรอานนั้นเป็นแนวทางที่เที่ยงธรรม และเป็นการบำบัดแก่บรรดาผู้ศรัทธา” (ฟุศศิลัต : 44)
ในคัมภีร์อัลกุรอานมีอยู่สูเราะฮฺหนึ่งที่เรามักได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจำเป็นที่ต้องนำมาคิดพิจารณาและใคร่ครวญนั้นคือสูเราะฮฺ อัล-อิคลาศ อัลลอฮฺตรัสว่า
ความว่า “จงล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คือ อัลลอฮฺผู้ทรงเอกกะ อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นที่พึ่ง พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์” (อัล-อิคลาศ : 1-4)
รายงานจาก อะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า มีชายชาวอันศอรฺ คนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำละหมาดในมัสยิดกุบาอ์ ทุกครั้งที่เขาจะอ่านสูเราะฮฺในการละหมาด (หลังการอ่านสูเราะฮฺ อัล-ฟาติหะฮฺแล้ว) เขาจะเริ่มต้นด้วยการสูเราะฮฺอัล-อิคลาศอยู่เสมอ แล้วจึงอ่านสูเราะฮฺอื่นๆ ซึ่งเขากระทำเช่นนี้ในทุกร็อกอะฮฺ ต่อมามีมิตรสหายของเขาได้กล่าวแก่เขาว่า การที่ท่านได้เริ่มต้นก่อนการอ่านสูเราะฮฺอื่น ด้วยสูเราะฮฺอัล-อิคลาศก่อนนั้น ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นเลย เพราะยังไงท่านก็ต้องอ่านสูเราะฮฺอื่นอยู่ดี ดังนั้นท่านน่าจะเลือกอ่านอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็เลือกอ่านสูเราะฮฺ อัล-อิคาศไปเลย หรือไม่ก็ละเว้นการอ่านสูเราะฮฺอัล-อิคลาศและไปอ่านสูเราะฮฺอื่นแทน ชายชาวอันศอรฺคนนั้นตอบว่า ฉันจะไม่ละทิ้งการอ่านสูเราะฮฺอัล-อิคลาศเด็ดขาด หากพวกท่านประสงค์ที่จะให้ฉันเป็นผู้นำละหมาดอีกฉันก็จะยืนยันในการกระทำของฉัน แต่หากพวกท่านไม่พอใจฉันก็จะไม่ทำหน้าที่เป็นผู้นำละหมาดอีก แต่ทว่าผู้คนต่างเห็นว่ามีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำละหมาดพวกเขา และพวกเขาไม่เห็นด้วยหากคนอื่นจะมาทำหน้าที่แทนเขา ดังนั้นเมื่อท่านนบีได้มาพบปะกับพวกเขา พวกเขาได้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านนบีจึงได้สอบถามชายชาวอันศ็อรคนดังกล่าว ว่า
ความว่า "โอ้ชายหนุ่ม เป็นเพราะเหตุใดที่เจ้าไม่ยอมทำตามในสิ่งที่มิตรสหายของเจ้าร้องขอ และเหตุใดที่เจ้าหมั่นอ่านสูเราะฮฺนี้ (อัล-อิคลาศ) ทุกร็อกอะฮฺของการละหมาด" ชายคนดังกล่าวตอบว่า “เพราะฉันรักสูเราะฮฺนี้” ในบางสายรายงานเขาตอบว่า “เนื่องจากสูเราะฮฺนี้กล่าวถึงคุณลักษณะของพระผู้ทรงกรุณา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 4/379 หมายเลข 7375 ) ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ความรักของเจ้าที่มีต่อสูเราะฮฺนั้น อัลลอฮฺจะทรงให้เจ้าได้เขาสวรรค์" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 1/252 หมายเลข 774 )
รายงานจากอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่บรรดาเศาะหาบะฮฺว่า
ความว่า “มีใครในพวกท่านสามารถที่จะอ่าน 1 ใน 3 ของอัลกุรอานได้ทุกคืนไหม เหล่าเศาะหาบะฮฺต่างรู้สึกว่ามันเป็นการยาก จึงตอบท่านนบีไปว่า "แล้วใครในหมู่พวกเราเล่าที่จะทำเช่นนั้นได้ โอ้ เราะสูลของอัลลอฮฺ" ท่านเราะสูลจึงพูดว่า "ก็สูเราะฮฺอัล-อิคลาสไง เท่ากับ 1 ใน 3 ของคัมภีร์อัลกุรอาน" (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 3/344 หมายเลขหะดีษ: 5015 และมุสลิมจากกระแสรายงานของอบูอัด-ดัรดาอ์ 1/556 หมายเลขหะดีษ: 811 )
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยอ่านสูเราะฮฺอัล-อิคลาศเพื่อบำบัดรักษาโรค พร้อมกับอ่านสูเราะฮฺอื่นๆ อีก และสูเราะฮฺในอัลกุรอานทั้งมวลถือเป็นโอสถบำบัดโรคได้
รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า
ความว่า “เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้านอนยังที่นอนของท่านในทุก ๆ คืน ท่านจะรวมฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงเป่าเบา ๆ ลงไปบนฝ่ามือทั้งสองนั้น แล้วอ่าน "กุลฮุวัลลอฮุอะหัด" (สูเราะฮฺอัล-อิคลาศ) "กุลอะอูซุบิร็อบบิลฟะลัก" (สูเราะฮฺอัล-ฟะลัก) และ "กุลอะอูซุบิร็อบบินนาส" (สูเราะฮฺอัน-นาส) จากนั้นท่านก็ใช้ฝ่ามือทั้งสองลูบไปบนตัวท่านเท่าที่สามารถ โดยเริ่มที่ศีรษะและใบหน้าของท่าน แล้วก็ร่างกายของท่านด้านหน้า ท่านจะทำเช่นนี้สามครั้ง” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 3/344 หมายเลข 5017 )
คำดำรัสของอัลลอฮฺ ความว่า “จงล่าวเถิดมุหัมหมัด พระองค์คือ อัลลอฮฺผู้ทรงเอกกะ”
อิบนุ กะษีรฺ กล่าวว่า คือ อัลลอฮฺผู้ทรงเอกกะ ซึ่งไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ สำหรับพระองค์แล้วไม่มีผู้ช่วย ไม่มีหุ้นส่วน และไม่มีสิ่งใดจะมาเปรียบเทียบกับพระองค์ และเราไม่สามารถนำประโยคนี้ไปเรียกขานผู้ใดในการยืนยันยกเว้นกับอัลลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา เท่านั้น เพราะพระองค์คือผู้ที่มีความสมบูรณ์ทั้งในคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์ (ตัฟสีรฺ อิบนุกะษีร : 4/570)
คำดำรัสของอัลลอฮฺ ความว่า “อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นที่พึ่ง”
ท่านอิกริมะฮฺ รายงานจากอิบนุ อับบาส กล่าวว่า คือ ผู้เป็นที่พึ่งของมวลสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง ในเรื่องความจำเป็นและความต้องการของพวกเขาทุกอย่าง และชาวอาหรับมักจะเรียกผู้นำของพวกเขาว่า อัศ-เศาะมัด
อบู วาอิล กล่าวว่า อัศ-เศาะมัด หมายถึง ผู้นำที่ผู้คนยอมรับการนำของเขา
คำดำรัสของอัลลอฮฺ ความว่า” พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์”
คือ สำหรับพระองค์นั้นไม่มีบุตร บิดาและภรรยา
ท่านมุญาฮิด กล่าวว่า หมายถึง ภรรยา ความหมายของคำว่า อัศ-ศอหิบะฮฺ หมายถึง ภรรยา ดังที่พระองค์ ตรัสว่า
ความว่า “พระผู้ทรงประดิษฐ์ บรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน อย่างไรเล่าที่พระองค์จะทรงมีพระบุตรโดยที่พระองค์มิได้ทรงมีคู่ครอง และพระองค์นั้นทรงบังเกิดทุกสิ่งทุกอย่าง และพระองค์ก็ทรงรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างด้วย” (อัล-อันอาม : 101)
พระองค์คือ ผู้ทรงครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างและยังเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นเป็นไปได้หรือที่จะมีผู้อื่นมีฐานะเสมอเท่าพระองค์ หรือมีคู่ครองที่อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ (มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺจากสิ่งที่พวกเขากล่าวอ้าง)
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
ความว่า “และพวกเขากล่าวว่าพระผู้ทรงกรุณาปรานีทรงตั้งพระบุตรขึ้นเพื่อพระองค์ แน่นอนที่สุด พวกเจ้าได้นำมาซึ่งสิ่งร้ายแรงยิ่งใหญ่ ชั้นฟ้าทั้งหลายแทบจะพังทลายลงมาและแผ่นดินก็แทบจะถล่มลึกลงไป และขุนเขาทั้งหลายก็แทบจะยุบทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ ที่พวกเขาอ้างพระบุตรแก่พระผู้ทรงกรุณาปรานี และไม่เป็นการบังควรแก่พระผู้ทรงกรุณาปรานี ที่พระองค์จะทรงตั้งพระบุตรขึ้น ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเว้นแต่เขาจะมายังพระผู้ทรงกรุณาปรานีในฐานะบ่าวคนหนึ่ง แน่นอนที่สุด พระองค์ทรงรอบรู้ถึงพวกเขาและทรงนับพวกเขาอย่างถี่ถ้วนไว้แล้ว” (มัรยัม : 88-94)
รายงานจากอบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
ความว่า “ไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่ทนต่อการรับฟังคำพูดที่สร้างความเดือดร้อนมากกว่าพระองค์อัลลอฮฺ ทั้งๆ ที่พวกเขา (พวกปฏิเสธศรัทธา) กล่าวอ้างว่าพระองค์มีบุตร แต่พระองค์ก็ยังทรงให้พวกเขามีสุขภาพกายที่ดีและยังประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขาอีก” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 4/379 หมายเลข 7378)